ข่าวเด่นประจำวัน

“นักวิชาการภูมิประวัติศาสตร์” เสนอหลักฐานใหม่ ชี้ชัดว่า ชั้นดินของกรือเซะ ไม่มีองค์ประกอบทางเคมีที่ระบุว่ามัสยิดถูกไฟไหม้หรือฟ้าผ่า แต่“โครงสร้างที่ไม่แข็งแรง” เป็นสาเหตุที่ส่วนยอดโคมพังทลาย

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

ศาสตราจารย์ ดร.ครองชัย หัตถา หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเรื่องเล่ามัสยิดกรือเซะให้แก่นักศึกษาหลักสูตรวุฒิบัตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รุ่นที่ 3 เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมซี.เอส.ปัตตานีตอนหนึ่งว่า จากการศึกษาจดหมายเหตุและพงศาวดารหลายชิ้นปรากฏหลักฐานว่า มัสยิดกรือเซะสร้างในสมัยสุลต่านพญาอินทิรา หรืออิสมาอีล ชาห์ สุลต่านพระองค์แรกของอาณาจักรปตานี หรือราว พ.ศ.2073 แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อสมัยสุลต่านมมูซัฟฟัร ชาห์ สุลต่านองค์ที่ 2 โดยข้อสันนิษฐานของตนอาจแตกต่างจากข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์หลายท่านที่เชื่อว่ามัสยิดกรือเซะสร้างในสมัยสุลต่านองค์ที่ 2

11015229

นักวิชาการด้านภูมิประวัติศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี กล่าวถึงตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าเหตุที่มัสยิดสร้างไม่เสร็จเพราะฟ้าผ่าตามคำสาปแช่งของลิ้มกอเหนี่ยว แต่การศึกษาในพงศาวดารและจดหมายเหตุฉบับต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2471 ย้อนขึ้นไป ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการบันทึกว่ามัสยิดกรือเซะสร้างไม่เสร็จเพราะคำสาปแช่งดังกล่าว ตำนานนี้น่าจะเกิดขึ้นหลังจากช่วง พ.ศ.2471

สำหรับการเกี่ยวข้องกันระหว่างมัสยิดกรือเซะกับชาวจีนหรือลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มแรกที่มาลงหลักปักฐานในอาณาจักรปตานีราว พ.ศ.2119 นั้น ลิ้มโต๊ะเคี่ยมเป็นเพียงนายช่างที่เข้ามาซ่อมแซม (ลิ้มโต๊ะเคียมเป็นชาวจีนที่หนีภัยการเมืองออกมาจากเมืองจีน โดยมีผู้ติดตามประมาณสามพันคน จากจีนแผ่นดินใหญ่ไปเกาะไต้หวัน จากนั้นเดินทางเรือมายังเกาะลูซอน แต่ด้วยชาวเมืองได้ยินกิตติศัพท์ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมเป็นโจรสลัด จึงไม่ให้ขึ้นฝั่ง ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงได้เดินเรือต่อมายังอาณาจักรปตานี แต่สุลต่านสมัยนั้น คือ ราวสมัยสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ ซึ่งยังหวาดระแวงลิ้มโต๊ะเคี่ยมอยู่ จึงให้ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกเมือง-เพิ่มเติมจากการบรรยายของวิทยากรและหนังสือประวัติศาสตร์ปัตตานี) ตามบันทึกของฮอลันดาที่บอกว่าเห็นชาวจีนมากมายกำลังซ่อมแซมมัสยิดกรือเซะ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับลิ้มโต๊ะเคี่ยม สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการซ่อมแซมมัสยิดกรือเซะ

11063410

ลักษณะของฐานบัวที่ใช้เป็นฐานอาคารมัสยิดกรือเซะ ซึ่งปรากฎให้เห็นในช่วงที่มีการบูรณะหลังเหตุการณ์เดือนเมษายน 2547

ศาสตราจารย์ ดร.ครองชัย กล่าวอีกว่า การที่มัสยิดกรือเซะดูเหมือนก่อสร้างไม่เสร็จนั้น เดิมมีข้อสันนิษฐานว่าเกิดจากจากการเผาบ้านของสยามที่มาตีอาณาจักรปตานีสำเร็จ ที่ถือเป็นประเพณีการทำสงครามในอดีต ตนคิดว่าการเผาบ้านเมืองเมื่อสยามชนะสงครามต่ออาณาจักรปตานีอาจจะเป็นจริง แต่การมัสยิดถูกเผาด้วยหรือไม่นั้น ตนคิดว่ายังต้องหาหลักฐานเชิงประจักษ์อีกมาก และเป็นเรื่องอ่อนไหวเช่นกัน ผลออกมาเป็นเช่นใดก็จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กันทางการเมือง

“หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 ทำให้มัสยิดได้รับความเสียหายจากอาวุธ กรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะมัสยิดกรือเซะ และได้มีการขุดฐานรากมัสยิดกรือเซะ ผมก็ได้ไปดูการบูรณะครั้งนั้นด้วยทำให้เห็นหลักฐานใหม่ๆ คือ ฐานรากของมัสยิดกรือเซะเป็นสถาปัตยกรรมแบบฐานบัว ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ใช้เป็นฐานตัวอาคารพระอุโบสถ และพระวิหาร หลักฐานอีกประการหนึ่ง คือ ข้อมูลทางปฐพีวิทยา คือ การขุดชั้นดินที่บริเวณฐานมัสยิดมาตรวจพิสูจน์ ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พบว่า เศษดินที่นำมาตรวจพิสูจน์เป็นชิ้นส่วนอิฐที่ทำมาจากภูมิปัญญาแบบปตานีที่นำซากหอยทะเลมาเป็นส่วนผสม ซึ่งเป็นลักษณะปูนแบบเดียวกับซากกำแพงเมืองโบราณ และไม่พบว่ามีองค์ประกอบของคาร์บอนที่จะบ่งบอกว่ามัสยิดถูกไฟไหม้หรือถูกฟ้าผ่า"นักวิชาการ ม.อ.ปัตตานีกล่าวและกล่าวต่อว่า

1105692

 การพังทลายของของส่วนโดมมัสยิดกรือเซะมาจากโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่ส่วนโดมนั้นมีปูนตำเป็นตัวเชื่อมที่มีส่วนผสมของหอยที่เป็นภูมิปัญญาในอดีต โครงสร้างลักษณะนี้ไม่แข็งแรง และโครงสร้างส่วนบนของตัวอาคารขาดความสมดุล ทำให้มัสยิดพังทลายลงมา จากหลักฐานที่พบนั้น สรุปว่ามัสยิดกรือเซะสร้างเสร็จและมีการใช้งานแล้ว แต่มีการพังทลายลงมาภายหลัง

ส่วนการที่มัสยิดกรือถูกทิ้งร้างนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ครองชัย กล่าวว่า มาจากการที่ราชวงศ์กลันตันขึ้นมาครองอำนาจแทนราชวงศ์ศรีวังสา ซึ่งโดยธรรมเนียมแล้วสุลต่านราชวงศ์ต่างๆ ในแหลมมลายูมักไม่สร้างเมืองทับซ้อนกัน โดยราชวงศ์กลันตันย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่จะบังติกอ และสร้างมัสยิดแห่งใหม่ขึ้นมา มัสยิดกรือเซะจึงถูกทิ้งร้างนับตั้งแต่นั้น

11023125

ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เรื่อง มัสยิดกรือเซะในประวัติศาสตร์นครปตานี, ประวัติศาสตร์ปัตตานี สมันยอาณาจักรโบราณถึงการปกครอง 7 หัวเมือง เขียนโดยศาสตราจารย์ ดร.ครองชัย หัตถา หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี